Archive for July, 2018

เทคนิคการถ่ายภาพที่เรียกกันว่า Bokeh หรือ โบเก้ เป็นเทคนิคที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีมิติและความน่าสนใจที่แตกต่างจากภาพโดยปกติธรรมดา สามารถสื่อแสดงถึงบรรยากาศและอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป โดยรวมแล้วจะสังเกตได้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยเทคนิค โบเก้คือ หน้าชัดหลังเบลอ แต่การเบลอของเทคนิคนี้ไม่ใช่การเบลอโดยปดติธรรมดา แต่ฉากหลังวัตถุหรือคนที่ถูกเบลอไปจะต้องเป็นการเบลอโดยแสงเป็นจุดด้านหลังนั้นหลุดจากโฟกัสไป ให้ดูเป็นดวงไฟเล็ก ๆ ที่ไม่ชัดเจนเพื่อให้ได้อารมณ์ของฉากหลังที่เป็นบรรยากาศมองดูแล้วเหมือนแสงไฟระยิบระยับอยู่นั่นเอง การรับถ่ายภาพสินค้าด้วยเทคนิค โบเก้นั้นมีวิธีการดังนี้ก็คือ

1.ระยะห่างของวัตถุ แบบ และฉาก

ระยะของวัตถุที่ต้องการถ่ายหรืออาจจะเป็นตัวคนที่เราต้องการโฟกัสให้ชัดเจนตรงหน้ากับระยะยของฉากหลังที่มีดวงไฟหรือรูแสงลอดที่เราต้องการให้เป็นประกายระยิบระยับในแบบของโบเก้ ล้วนมีส่วนทำให้ภาพเกิดเป็นหน้าชัดหลังเบลอที่สวยมากน้อยหรือประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นอย่างมาก การกะระยะระหว่างฉากหลัง แบบหรือวัตถุ และระยะของกล้องต้องเป็นไปในแบบ ระยะฉากหลังกับแบบห่างมกกว่าระยะจากแบบมากกล้องจึงจะได้หน้าชัดหลังเบลออย่างที่ต้องการ ส่วนจะระดับใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการความเบลอมากหรือน้อยแค่ไหน ยิ่งฉากหลังไกลออกไมปมากเท่าไหร่ความเบลอของฉากก็ยิ่งมากขึ้น ตัวแบบก็จะยิ่งชัดเด่นขึ้นเช่นกัน

2.แสงที่ใช้เป็นฉากโบเก้

แสงคือส่วนประกอบสำคัญมาก ๆ สำหรับเทคนิคนี้ แสงที่ใช้ได้กับการถ่ายโบเก้ต้องเป็นแสงที่มีลักษณะเป็นจุด ๆ กระจาย เช่นแสงไฟรถ แสงไฟหลอดๆที่เห็นเป็นวงกลม ๆ รูลอดจากกิ่งไม้เที่เห็นแสงเป็นจุดๆกระจาย เป็นต้น แสงที่เป็นลำแสงหรือแสงสว่างจ้าจากไฟดวงเดียว แสงปกติในห้องหรือบรรยากาศทั่ว ๆ ไปไม่สามารถจะถ่ายเทคนิคนี้ได้

3. การใช้รูรับแสงกว้าง

รูรับแสงสำหรับการทำเบลอจำเป็นจะต้องเปิดรูรับแสงให้กว้างเข้าไว้ จัด F ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ว่าก็รูรับแสงที่กว้างมากเกินไปจะทำให้ตัวแบบที่ต้องการให้ชัดกลับเบลอไปด้วยซึ่งต้องเป็นเรื่องที่ควรระวังด้วย

การถ่ายภาพในเทคนิคโบเก้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการฝึกถ่ายให้บ่อย และลองไปเรื่อย ๆ กับฉากหลังที่แตกต่างกันแล้วจะทำให้การถ่ายภาพนั้นสนุกและสามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างน่าสนใจและดีขึ้นเรื่อย ๆ ประสบการณ์จะทำให้รู้ว่าฉากหลังกับไฟแบบไหนที่ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอแล้วออกมาสวย

ร้อยไหม คือการยกกระชับใบหน้าของเราโดยการใช้ไหมดึงให้ผิวหน้าซึ่งดัดแปลงมากจากการใช้ไหมเย็บแผล โดยที่ตัวไหมนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถอ่านเรื่องร้อยไหมได้เพิ่ม คลิกที่นี่
1.ไหมก้างปลา (Aptos Thread)เป็นการร้อยไหมด้วยวิธีดั่งเดิม ไหมจะมีลักษณ์เป็นซี่ๆ หลังจากทำการร้อยไหมก้างปลามาจะมีอาการบวมนิดหน่อยนะคะ

จะเห็นผลถายใน : 1 เดือน
อยู่ได้นานถึง : 1 ปี
ไหมจะละลายในช่วง : 6-8 เดือน

2. ไหมแบบกรวย (Silhouette Thread)การร้อยไหมแบบกรวยหลังทำจะมีอาการตึงๆ หน่วงๆ นิดหน่อย

จะเห็นผลภายใน : 3 เดือน
อยู่ได้นานถึง : 3-5 ปีขั้น (ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคนด้วยนะคะ)
ไหมจะละลายในช่วง : 18 เดือน

3. ไหมละลาย(PDO Thread)หลังจากร้อยไหมด้วยไหมละลาย

จะเห็นผลภายใน : 1-2 เดือน
อยู่ได้นานถึง 1 ปี
ไหมจะละลายในช่วง : 6-8 เดือน

4.ไหมเกลียว (Screw PDO Thread)หรือที่ส่วนใหญ่จะนิยมเรียกว่าไหมสปริงที่เรียกแบบนี้เพราะคุณหมอจะเอาไหมมาพันกันให้มีลักษณะเป็นเกลียวเหมือนสปริงนั่งเอง ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากไหมละลายธรรมดา

จะเห็นผลภายใน : 1 เดือนหลังทำ
ผลแบบดีที่สุดก็ : 2-3 เดือนหลังจากทำคะ
อยู่ได้นานถึง : 1-2 ปี
ไหมเองจะละลายในช่วง 6-8 เดือน

5.ไหมทอง (Gold Thread)เป็นไหมที่อยู่ได้นานที่สุด เป็นไหมที่ทำมาจากทองบริสุทธิ์ 99.99% เลย ซึ่งอาจจะมีปัญหากับคุณน้องมีอาการแพ้โลหะนะคะต้องระวังกันด้วย

จะเห็นผลสูงที่สุด : 2-3 ปีแรก
อยู่ได้นานถึง 8-15 (ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคนด้วยนะคะ)
ไหมจะละลายไปเองในช่วง : ไหมชนิดนี้เป็นแบบถาวรนะคะ

6.ไหมซิลิโคน (Silicone Thread)เป็นไหมถาวรอีก 1 ชนิดโดยทำมาจากซิลิโคนจะมีลีกษณะเป็นปุ่มๆ

จะเห็นผลชัดเจนมากที่สุดในช่วง 1-2 เดือนแรก
และอยู่ได้นานถึง 2-3 ปี
ไหมจะละลายในช่วง : ไหมชนิดนี้เป็นแบบถาวรนะคะ

*ปัจจุบันการร้อยไหมนั้นพัฒนาขึ้นไปค่อนข้างมาก มีการปรับใช้กับทรีตเมนต์ตัวอื่นๆ เช่น ฟิลเลอร์ โบท็อก หรือจะเป็นประเภทคลื่นต่างๆ เช่น เทอร์มาจ หรือ อัลเธอรา ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพและระยะเวลาได้นานยิ่งขึ้น*